ช่างเงิน เชียงใหม่
ช่างเชียงใหม่
เชียงใหม่มีประวัติการทำเงินมาแต่ครั้งพระเจ้าเม็งรายก็จริง แต่หาหลักฐานเครื่องเงินเชียงใหม่สมัยเก่า ๆ ไม่ได้ เครื่องเงินเก่าเชียงใหม่เท่าที่พอหาดูได้ไม่ค่อยมีอายุเก่ากว่า 100 ปี เท่าไรนัก และแม้
มีประวัติว่าเชียงใหม่มีต้นแบบช่างเงินจากพม่า แต่เชียงใหม่ก็มีลักษณะช่างเงินดั้งเดิมของตนเองทีแตกต่างจากของพม่าด้วยเช่นกัน
สิ่งที่เห็นเป็นศิลปพม่าในเครื่องเงินเชียงใหม่ก็คือ ขันทรงบาตรและลักษณะการตีลายนูนลึก ศิลปเครื่องเงินเชียงใหม่นอกจากนั้นเป็นแบบของเชียงใหม่เอง นอกจากแบบเชียงใหม่แล้ว ยังมีแบบพื้น
เมืองของคนไทยกลุ่มเล็ก ๆ หลายกลุ่มที่มีปะปนอยู่ทั่วไปในภาคเหนือ เช่น ชาวเงิ้ยวหรือไทยใหญ่ที่เจ้ากาวิลนำมาพัฒนาเมืองเชียงใหม่หลังจากที่เชียงใหม่ร้างไประยะหนึ่ง
เนื่องจากเชียงใหม่เป็นศูนย์กลางของคนกลุ่มต่างๆ ในภาคเหนือตอนบน ติดต่อกับพม่า ลาว จีน และมีชาวเขาหลายเผ่ากระจัดกระจายเป็นกระจุก ๆ อยู่ในบริเวณนั้น เชียงใหม่จึงมีเครื่องเงินใช้กันหลากหลาย อาจพูดได้ว่าในบรรดาสามัญชนทั่วไปแล้ว ชาวเหนือใช้เครื่องเงินกันมากที่สุด ที่จังหวัดแพร่มีขันเงินใช้กันแทบทุกบ้าน ที่ลำปางเคยมีแหล่งผลิตเครื่องเงน พวกเครื่องประดับเงินในประเทศไทย ทั้งประเทศนี้แทบจะมาจากชาวเขา- ชาวเหนือเกือบทั้งหมดทีเดียว
|
สลุงใหญ่มาก หนักกว่า 8,000 กรัม ตัวเรียบ ที่ของมีลาสัตว์น้ำ สูง 33 ซม. ปากกว้าง 60 ซม. ของใหม่ วัวลายศิลป์ เชียงใหม่
|
ขันสลักลายพม่าฝีมือดี ลวดลายพม่ากับไทยที่เป็นลายเดียวกัน เช่น ชาดกรามเกียรติ์ หรือสิบสองนักษัตร์ จะต่างกันที่หน้าตา เสื้อผ้า และองค์ประกอบอื่นๆ ของลาย
|
เนื้อเงินที่นำมาผลิตเครื่องใช้ต่าง ๆ ของเชียงใหม่เกือบทั้งหมด ก็ได้มาจากพม่า จีน ลาว นั่นเองแต่ปัจจุบันเกือบไม่มีแล้ว
สิ่งที่เป็นสามัญที่ใช้กันในเชียงใหม่และบางอย่างแพร่หลายไปทั่วประเทศก็คือ ขัน หรือสลุง ขันดอกและตลับเครื่องเชี่ยน
ขันดอก และเครื่องเชี่ยน เดี๊ยวนี้ไม่ค่อยทำแล้ว แต่ขันหรือสลุงยังทำขายอยู่ทั่วไป
ลักษณะเด่นของเครื่องเงินภาคเหนืออยู่ที่วิธีการแกะลายสองด้าน เครื่องเงินภาคอื่นมักแกะลายจากด้านนอกด้านเดียว แต่ช่างเชียงใหม่จะตอกลายจากด้านในให้นูน ตามโครงร้างรอบนอกของลายก่อนแล้วตีกลับจากด้านนอกเป็นลายละเอียดอีกที
ลักษณะลายและรูปทรงเครื่องเงินภาคเหนือ ก็มีแบบเฉพาะของตนเอง บางคนนึกถึงเครื่องเงินเชียงใหม่ก็นึกถึงขันทรงบาตรที่มีลายนูนลึก นั่นเป็นสลุงแบบพม่า ส่วนสลุงพื้นเมืองเชียงใหม่นั้น ปาก
กว้างกว่า เส้นผ่าศูนย์กลางตอนก้นและตอนปากไม่ต่างกันมากนัก เกีอบจะตรงเป็นทรงกระบอกเลยทีเดียว ซึ่งก็แตกต่างจากขันภาคกลางที่เป็นทร่งปากกว้าง กันแคบ แบบที่เรียกว่าทรงมะนาวตัด
ลวดลายก็เช่นเดียวกัน สลุงพม่านิยมทำลายลึกรูปชาดก รูปสิบสองนักษัตร ของเชียงใหม่ ลายไม่ลึกมากเท่าพม่า แต่ก็ลึกกว่าของภาคกลาง แต่โบราณใช้สลุงเรียบ ระยะต่อมามีลายชาดก ลายสิบสอง
นักษัตร ลายดอกกระถิน ลายดอกทานตะวัน สายสับปะรด ลายนกยูง ลายดอกหมาก ซึ่งบางคนก็เรียกลายแส้บ้าง ลายฝักโพดบ้าง
สิบสองนักษัตรของเชียงใหม่โบราณรุ่น 100 ปี มาแล้วต่างจากภาคอื่น ๆ คือ ปีกุนเป็นรู้ช้างไม่ใช่ หมูอย่างที่อื่น
สลุงใบหนึ่ง ๆ มักมีลายอย่างผสมผสาน เช่นลายนักษัตรก็มีรูปสัตว์อยู่ในกรอบรูปร่างต่าง ๆ เช่นกรอบรูปแหลม รูปลิงหลายตัวต่อ ๆ กัน กรอบหนึ่ง ๆ เรียกว่าโขงหนึ่ง ขันใหญ่ ๆ มีครบทั้ง 12 ราศีใน
กรอบ 12 กรอบ ก็เรียก 12 โขง ขันเล็ก ๆ มีไม่กี่โขง การล้อมกรอบลายบนพื้นต่าง ๆ นี้ก็คล้ายกับทึ่ภาคกลางแบ่งลายด้วยกรอบ 4 กรอบ มีพื้นลายเป็นกนกบ้าง ดอกพุตตานบ้าง แต่ขันภาคกลาไม่มีมากกว่า
4 กรอบ นอกจากอยู่ในกรอบรูปร่างต่าง ๆ แล้ว ลายสัตว์ 12 ราศียังอยู่ในแวดล้อมของดอกกระถินบ้างดอกทานตะวันบ้าง ดอกสับปะรดบ้าง
ดอกกระถินมีลักษณะดอกเป็นตะแกรงถี่นูนรูปกลม มีใบยาวขึ้นไปตอนบน 2 ด้าน เหมือนเขาสัตว์ซึ่งไม่เหมือนใบกระถินจริง ๆ เลย ส่วนดอกทานตะวันและสับปะรดนั้นดัดแปลงมาจากดอกกระถิน ดอก
ทานตะวันมีรูปดอกแบบเดียวกับดอกกระถินแต่แทนที่จะมีใบยาวแหลม 2 ใบ ขึ้นข้างบนก็มีกลีบเล็ก ๆ รอบ ๆ เกสรดอก กลีบทานตะวันบนสลุงเชียงใหม่นั้นมักไม่เสมอกันทุกกลีย แต่อาจมีกลีย 3-4 กลีบยื่น
ยาวกว่าส่วนอื่น มักยื่นขึ้นไปตอนบน ส่วนลายสับปะรดนั้นเหมือนดอกกระถินทุกอย่าง นอกจากตัวดอกหรือ ตัวสับปะรดนั้นเป็นรูปรียาวกว่าดอกกระถินซึ่งกลม มีใบยาวตอนบนเหมือนกันซึ่งก็ไม่ใช่ใบสับปะรดที่แท้
จริงอีกนั่นแหละ
ส่วนลายอื่น เช่นลานนกยูง ลายดอกหมาก มีลักษณะเป็นทางยาวตามแนวตั้ง ซ้อน ๆ กัน เช่น เดียวกับลายประเภทก้านต่อดอกภาคกลาง
นอกจากลายเชียงใหม่แล้ว ยังมีลายแม่ย่อยที่ทำขันกันมาแต่โบราณ ขันแม่ย่อยดั้งเดิมเป็นขันคล้ายบาตรแบบพม่าแต่มีฝา มีลานประกอบตัวสัตว์ประจำราศีเป็นของแม่ย่อยโดยเฉพาะ ลายแม่ย่อยนี้
มีลักษณะขด ๆ คล้ายกนกแต่ไม่ใช่กนก มีกิ่งก้านเล็ก ๆ ประกอบตัวขดแต่ก็ไม่เป็นดอกไม้ใบไม้แต่อย่างใด ดูคล้ายลูกน้ำตัวโต ๆ ที่มีขนรุงรังเรียงเบียดกันแน่นไปทั้งตามของและพื้นขัน กรอบลายขันแม่ย่อยที่
แท้เป็นรูปปลิงมีลายริมปากขัน เป็น "ดอกแก้ว" หรือดอกพิกุล
สลุงที่ใช้กันในภาคเหนือส่วนใหญ่มีขนาดโดยเฉลี่ยใหญ่กว่าขันภาคกลาง ตามบ้านนอกของเชียงใหม่สมัยก่อนจะมีคนเอาสลุงใหญ่ ๆ ห่อผ้ามาขายเรียกกันว่า "สลุงหาบ" เพราะเวลาใช้มักใช้เป็นคู่ โดย
หาบไป แต่ละใบกว้างไม่ต่ำกว่า 1 ฟุต
ยิ่งในสมัยนี้ หลังจากที่มีการส่งเสริมและอนุรักษ์วัฒนธรรมต่าง ๆ กันมาก มีการทำสลุงใบใหญ่ ๆ ส่งไปตามที่ต่าง ๆ เช่น ปี 2533 ชมรมเทิดมรดกเขลางค์นครทำสลุงหนัก 2,533 บาท ไปไว้ที่วัดพระ
ธาตุลำปางหลวง และเมื่อเดือนเมษายน 2534 ทางจังหวัดเชียงใหม่ และร้านเครื่องเงินในเชียงใหม่ ร่วมกันทำสลุงหนัก 536 บาท ถวายสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ เนื่องในวโรกาลทรงเจริญพระชนมายุ
ครบ 3 รอบ และพระองค์ท่านได้พระราชทานไว้ใช้งานที่ศาลากลางจังหวัดหลังจกานั้น ร้านต่าง ๆ ในเชียงใหม่ร่วมกันทำสลุงหนักไม่ต่ำกว่า 500 บาท วางไว้หน้าร้านของตนเสมอ
สลุงเชียงใหม่นั้น เนื่องจากเป็นสลุงใหญ่เป็นส่วนมาก จึงมีการทำตีนขันเป็นปุ่มกลมบ้างแบบบ้างรองไว้ใต้สลุง 3-4 ปุ่มเสมอ กันก้นครูดพื้น ปุ่มนี้เพิ่งพัฒนาขึ้นในระยะไม่นานมากนัก สลุงใหญ่ปัจจุบัน
มีปุ่มหรือตีนเป็นรูปต่างๆ บางทีก็เป็นรูปช้าง 3-4 ตัว ซึ่งน้ำหนักเฉพาะช้างก็กว่า 100 บาทแล้ว สลุงใหญ่รุ่นหลัง ใหญ่กว่าสลุงหาบอีก แต่มักเป็นสลุงเรียบมีลายเฉพาะตามของ ส่วนลายพื้นเมือง
แบบสลุงหาบเดี๋ยวนี้ไม่ค่อยทำใบใหญ่ ๆ แล้ว
|
สลุงลายรามเกียรติ์ ขันทรงพมาช่างไทยภาคเหนือ สูง 28 ซม. ปากกว้าง 34 ซม. หลุยส์ ซิลเวอร์ เชียงใหม่
|
นอกจากสลุงแล้ว เครื่องใช้พื้นเมืองดั้งเดิมอีกอย่างของเชียงใหม่ก็คือ ขันดอก ตลับเครื่องหมาก
ปัจจุบัน กิจการเครื่องเงินเชียงใหม่ไม่ได้หยุดนิ่ง แม้ของใช้ดั้งเดิมพวกขันดอกและตลับต่าง ๆ จะไม่ได้ทำกันใหม่มากนัก แต่ก็ยังคงทำขันกันอยู่มาก และก็พัฒนารูปแบบใหม่ โดยทำเลียนแบบของ
ใช้พื้นเมืองอย่างอื่น เคยทำจากเงินมาก่อน เช่น โตกทั้งแบบขาไม้กลึงและเครื่องหวายสาน น้ำต้นดินเผาการพัฒนาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวก็มีส่วนทำให้เกิดเครื่องเงินแบบใหม่ ๆ ที่เป็นของใช้ของที่ระลึกมากขึ้น
แหล่งเครื่องเงินเชียงใหม่นั้น มีช่างฝีมือดีกระจัดกระจายกันตามหมู่บ้านต่าง ๆ เช่นที่แม่ย่อย แม่แก้ดน้อย ที่ฝาง แม่แจ่ม และหมู่บ้านขาวเขาพัฒนาบางแห่ง แต่การผลิตหลักส่วนใหญ่ ยังคงอยู่ใน
เมืองเชียงใหม่ ที่ถนนวัวลายอันเป็นถิ่นดั้งเดิมของเครื่องเงินตั้งแต่ครั้งโบราณนั้น ยังเป็นแหล่งผลิตสำคัญแต่กิจการขนาดใหญ่ในลักษณะหัตถอุตสหกรรมและร้านค้าที่รับรองชาวต่างประเทศได้คราวละ
มาก ๆ อยู่ที่กำแพง ผลิตของใช้แบบเดิมก็มี แต่ผลิตพวกเครื่องประดับและของใช้สมัยใหม่เป็นส่วนมาก
ขอขอบคุณข้อมูลจาก
http :// www. geocities.com/nielloware/read-niello/silver/silver12.html
|