|
|
|
|
ศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ เชียงใหม่
ประวัติความเป็นมา ศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ เชียงใหม่ เดิมมีชื่อว่า “สถานีทดลองหม่อนไหมแม่โจ้” เริ่มก่อตั้งเมื่อปี พ.ศ. 2517 ที่ตำบลหนองหาร อำเภอสันทราย โดยแรกเริ่มปลูกหม่อนจำนวน 10 ไร่
ในปี พ.ศ. 2530 เนื่องจากที่สถานีทดลองหม่อนไหมแม่โจ้ไม่สามารถขยายพื้นที่ในการดำเนินงานได้อีก จึงได้ย้ายสถานีฯ จากอำเภอสันทรายมาตั้งบริเวณไร่นาสาธิตแม่เหียะ ตำบลหนองควาย อำเภอหางดง ตามคำสั่งกรมวิชาการเกษตรที่ 4286/2530 ลงวันที่ 18 ธันวาคม 2530 โดยอาศัยความตามหนังสือสำนักงาน ก.พ. ที่ นร. 0707/3717 ลงวันที่ 25 พฤศจิกายน 2530 และเปลี่ยนชื่อสถานีฯ เป็น “สถานีทดลองหม่อนไหมเชียงใหม่” โดยใช้สถานีทดลองหม่อนไหมแม่โจ้เก่าเป็นสถานที่จัดฝึกอบรมเกษตรกรของสถานีฯ ปี พ.ศ.2546 สถานีทดลองหม่อนไหมเชียงใหม่ ถูกยุบและจัดตั้งเป็นส่วนแยกหม่อนไหม สังกัดสำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตร เขตที่ 1 วันที่ 12 สิงหาคม 2548 ได้จัดตั้งศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ เชียงใหม่ ตามกฎกระทรวง เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2548 ภายใต้การกำกับดูแลของสถาบันหม่อนไหมแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
ผ้าไหมสันกำแพง
อำเภอสันกำแพงเป็นอำเภอหนึ่งของจังหวัดเชียงใหม่ มีชื่อเสียงในด้านการทอผ้าไหมและผ้าฝ้าย
อยู่ห่างจากตัวเมืองเชียงใหม่ไปทางทิศตะวันออก 13 กิโลเมตร
ผ้าไหมและผ้าฝ้ายซึ่งทอมาจากอำเภอนี้ มีคุณภาพดี ราคาถูก เหมาะสำหรับเป็นของที่ระลึก
นอกจากนั้นยังมี โรงงานทอผ้าไหม ซึ่งนักท่องเที่ยวสามารถชมวิธีการทอผ้าไหม รวมทั้งการเลี้ยงตัวไหม
ระหว่างเส้นทางจากอำเภอเมืองถึงอำเภอสันกำแพง (ระยะทาง 13 ก.ม.)
ยังมีโรงงานและ ร้านค้าของที่ระลึก เป็นจำนวนมาก
เช่น เครื่องไม้แกะสลัก เครื่องเงิน เครื่องเขิน เครื่องหนัง เครื่องปั้นดินเผา และผ้าฝ้าย ให้นักท่องเที่ยวได้ชมและเลือกซื้ออีกด้วย
หม่อน..... เส้นทางสู่ เภสัชโภชนาภัณฑ์
มีการนำหม่อนมาใช้ประโยชน์ด้านอื่น ๆ นอกจากใช้ใบเป็นอาหารของหนอนไหม
เช่น ผลหม่อนนำมาแปรรูปเป็นน้ำผลไม้ ไวน์ แยม ฯลฯ ใบผลิตเป็นชาใบหม่อนเครื่องดื่มยอดนิยม
ทำให้หม่อนกลายมาเป็นอาหารและเครื่องดื่มที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพและปลอดภัยต่อมนุษย์
“หม่อน” ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าเป็น เภสัชโภชนาภัณฑ์” (Nutraceuticals) คือ อาหารที่มีสรรพคุณเป็นยา (functional foods)
หม่อน (mulberry : Morus spp.) ที่นำมาแปรรูปเป็นอาหารและเครื่องดื่มมี 2 ส่วน คือ ผลหม่อน และใบหม่อน
ในผลหม่อนสุก (ผลสีม่วงดำทั้งผล) มีสารสำคัญเหล่านี้ประมาณ 2 เท่า ของผลหม่อนห่าม (ผลสีแดง 50% สีม่วงดำ 50%)
มีมากในผลหม่อนพันธุ์บุรีรัมย์ 60 และ พันธุ์เชียงใหม่
นอกจากนั้นผลหม่อนยังมีกรดโฟลิก (folic acid) สูง ในผลสุก มีมากกว่าผลห่าม
สารนี้จะมีมากในพันธุ์ศรีสะเกษ 33 และพันธุ์บุรีรัมย์ 60
ซึ่งมีมากกว่า บลูเบอร์รี่ ถึง 2-3 เท่า (29, 21 และ 10 ไมโครกรัม / ผลหม่อน 100 กรัม ตามลำดับ)
บรรพบุรุษของเราได้นำผลหม่อนมาต้มเป็นยาเย็น ยาระบายอ่อนๆ แก้ธาตุไม่ปกติ ดับร้อน ทำให้ชุ่มคอ บำรุงไต มานานแล้ว
ประโยชน์ของกรดโฟลิก และความต้องการกรดโฟลิก
1. ทำให้เซลล์เม็ดเลือดแดงเจริญเต็มที่ ถ้าขาดจะเป็นโรคโลหิตจาง
2. ทำให้เซลล์ประสาทไขสันหลังและเซลล์สมองเจริญเป็นปกติ
3. สตรีมีครรภ์ต้องการกรดโฟลิก 0.4 มิลลิกรัม / วัน คนปกติ 0.1 มิลลิกรัม / วัน
ประโยชน์ของสารต้านอนุมูลอิสระ
1. ป้องกันการดูดซึมของน้ำตาลในลำไส้เล็ก
2. ทำให้กระแสเลือดหมุนเวียนดี และหลอดเลือดแข็งแรง
3. ยับยั้งการเกิดสารก่อมะเร็งเม็ดเลือด มะเร็งเต้านม และมะเร็งลำไส้ใหญ่
4. ลดอาการแพ้ต่าง ๆ และยืดอายุเม็ดเลือดขาว
5. สารต้านอนุมูลอิสระ สามารถดูดซึมเข้าร่างกายทางลำไส้เล็กและไม่เปลี่ยนแปลงสภาพ
6. พืชใช้สารเหล่านี้เพื่อให้ทนต่อ ลม ฝน แสงแดด
(ขอขอบคุณข้อมูลจาก chiangmaisilk .blogspot.com)
|
|
|
|
Refreshing...
|
|
|
|
|
|
|